MKCLegalGroup

“ กลุ่มกฎหมายที่ทำให้คุณ รู้จักกฎหมายดีขึ้น ”

Contact : 099-4216644
Email : mkclegal@hotmail.com
 MKCLegalGroup

ความรู้ทางกฎหมาย

ปรึกษากฎหมาย:หนี้กับความรับผิดตามพรบ.เช็ค

ในการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้แก่บุคคลใด หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค บุคคลผู้สั่งจ่ายเช็คย่อมต้องรับผิด ในทางแพ่งนั้น นอกจากจะต้องรับผิดตามหนี้ของสัญญาเดิมแล้ว ยังต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คที่สั่งจ่ายด้วย ในทางอาญานั้น ตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 (หรือพรบ.เช็ค) กำหนดไว้ว่า ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อได้มีการยื่นเช็คนั้นให้ใช้เงินตามเช็ค และเมื่อธนาคารปฏิเสธดารจ่ายเงินตามเช็ค ผู้สั่งจ่ายย่อมมีความผิดและรับโทษทางอาญา โดยองค์ประกอบความผิดที่สำคัญประการหนึ่งคือหนี้ที่เป็นที่มาในการชำระหนี้ตามเช็คต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย กล่าวคือต้องเป็นหนี้ที่สมบูรณ์และฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย หากมูลหนี้ที่เป็นที่มาในการชำระหนี้ตามเช็คมีมูลหนี้ที่เป็นโมฆะรวมอยู่ในมูลหนี้โดยไม่อาจแยกได้ เช่น มูลหนี้ตามเช็คที่มีดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดรวมอยู่ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์มาตรา 224 เป็นต้น การออกเช็คจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 (หรือพรบ.เช็ค)(นัยฎ.10494/2557) ดังนั้น การจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 (หรือพรบ.เช็ค)ที่จะรับโทษทางอาญาได้ นอกจากออกเช็คและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงมูลหนี้ที่เป็นที่มาในการชำระหนี้ตามเช็คมีมูลหนี้ หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

ปรึกษากฎหมาย:การใช้ทรัพย์อื่นแทนเงินกู้ยืม

การกู้ยืมเงินนั้น คือการที่ผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในเงินให้ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนเงินจำนวนเดียวกันแก่ผู้ให้ยืม และการยืมจะบริบูรณ์(คือมีผลเป็นการกู้ยืมเงิน)เมื่อส่งมอบเงินที่ยืม การยืมเงินและคืนเงินที่ยืมนั้นสาระสำคัญคือการส่งมอบและรับมอบโดยหลัก ทรัพย์นั้นต้องเป็นเงิน แต่หากเป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดไว้ว่าในการที่ยืมเงินกัน ถ้าผู้ยืมยอมรับสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่ยืม กฎหมายให้คิดมูลค่าของสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นนั้นเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรค 1) และในกรณีที่กู้ยืมเงินกันถ้าผู้ให้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน กฎหมายให้คิดมูลค่าของสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นนั้นเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรค 2) หากตกลงกันขัดกับที่กล่าวมานี้ กฎหมายกำหนดว่าเป็นโมฆะ(ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 656 วรรค 3) ผลคือการตกลงหรือการกระทำนั้นเสียเปล่าเสมือนว่ามิได้ตกลงหรือกระทำนั้นมาก่อน เช่นนี้ หากจะใช้สิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นแทนเงินในการกู้ยืมเงิน ต้องคิดมูลค่าของสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นนั้นตามที่กล่าวมาแล้ว มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

ปรึกษากฎหมาย:ผู้ใช้สิทธิของนิติบุคคลในคดีอาญา

เมื่อเกิดการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ย่อมมีบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งบุคคลดังกล่าวตามกฎหมายมีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์,ฟ้องคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และสิทธิอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในความผิดอาญาที่เกิดขึ้นนั้น โดยบุคคลดังกล่าวทางกฎหมายเรียกว่าผู้เสียหาย โดยห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน,ห้างหุ้นส่วนจำกัด,บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด เป็นบุคคลประเภทหนึ่งตามกฎหมายซึ่งเรียกว่านิติบุคคล เมื่อบุคคลใดกระทำความผิดต่อนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นย่อมเป็นผู้เสียหาย แต่นิติบุคคลเป็นบุคคลที่กฎหมายสมมุติขึ้น โดยการจัดการใช้สิทธิทางอาญาในฐานะผู้เสียหายจึงต้องกระทำผ่านบุคคลธรรมดาซึ่งแต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้แทนของนิติบุคคล และจะถือว่าเป็นการกระทำแทนนิติบุคคลได้ต่อเมื่อได้กระทำตามที่กฎหมาย,ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้ เช่นบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งมีข้อบังคับตามหนังสือรับรองบริษัทกำหนดไว้ว่า ให้นายก.และนายข.ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัทอันเป็นการกระทำแทนบริษัท เช่นนี้จะถือว่าทำแทนบริษัทแห่งหนึ่งนั้นต้องให้นายก.และนายข.ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัท เช่นนี้ แม้ความผิดอาญาจะเกิดขึ้นกับนิติบุคคลอันทำให้นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย แต่เมื่อนิติบุคคลเป็นบุคคลสมมุติตามกฎหมาย การดำเนินการจึงต้องผ่านบุคคลธรรมดาอันเป็นผู้แทนและผู้แทนจะถือว่าทำในนามนิติบุคคลต้องคำนึงถึงกฎหมายข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งของนิติบุคคลด้วย มิฉะนั้นจะเสียสิทธิตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

กฎหมายในชีวิตประจำวัน:ระยะเวลาบังคับคดี

เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ที่ว่า “ภายใน 10 ปีนับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง” นั้นเป็นระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องบังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแล้ว(นัยฎ.4016/2555) ข้อสังเกต แม้มูลหนี้เดิมจะเป็นเรื่องการใช้สิทธิเรียกทรัพย์คืนอันเป็นคดีที่ไม่มีอายุความก็ตาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องมีการบังคับคดีภายใน 10 ปีเช่นกัน(นัยฎ.482/2536) การบังคับคดีที่ต้องกระทำภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น กฎหมายกำหนดเพียงให้เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีเท่านั้นมิได้ให้กระทำถึงขนาดให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายใน 10 ปีนั้น ซึ่งการร้องขอให้บังคับคดีนั้น หากต้องมีการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ ศาลไทยได้วางหลักไว้ในลักษณะทำนองว่าต้องมีการกระทำถึงขั้นตอนที่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแล้วเท่านั้น เช่น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัด เป็นต้น(นัยฎ.7696/2554,ฎ.4728/2543) ข้อสังเกต ในการอายัดสิทธิเรียกร้อง เช่น อายัดเงินเดือนพนักงานเอกชน เป็นต้น หากภายหลังสิทธิเรียกร้องนั้นได้รับเพิ่มขึ้น เช่น ได้เลื่อนขั้นขึ้นเงินเดือนพนักงานเอกชน เป็นต้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมขอให้เพิ่มการอายัดในเงินดังกล่าวได้ แม้เกิน 10 ปีก็ตาม เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว(นัยฎ.7985/2557) ส่วนกรณีที่ไม่ต้องกระทำผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี และเป็นกรณีที่ไม่ต้องร้องขอให้บังคับคดี เช่น โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นต้น ศาลไทยได้วางหลักในลักษณะทำนองว่าต้องดำเนินการบังคับคดีให้ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง(นัยฎ.7880/2553,ฎ.5088/2554) เช่นนี้ตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมสรุปได้ว่า แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่หากไม่ทำการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง(คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุด) ก็ไม่อาจได้รับสิทธิที่ตนควรจะได้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

ปรึกษากฎหมาย:ผลของเจ้าหนี้ที่เอาทรัพย์ของลูกหนี้ไปเพื่อชำระหนี้โดยพลการ

หนี้ เป็นสิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย โดยเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากกองทรัพย์สินโดยสิ้นเชิง รวมทั้งจากเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระลูกหนี้ด้วย โดยการบังคับเอาทรัพย์ของลูกหนี้โดยเจ้าหนี้นั้น ตามกฎหมายได้กำหนดถึงขั้นตอนไว้ให้เจ้าหนี้จะต้องร้องต่อศาล(กล่าวคือ เป็นการฟ้องลูกหนี้)ต่อศาล ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาเป็นเช่นไรแล้ว เจ้าหนี้ต้องนำคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปทำการบังคับคดี โดยขั้นตอนบังคับคดีนี้ต้องกระทำการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ซึ่งขั้นตอนของเจ้าหนี้ทั้งหมดตามที่กล่าวมาย่อมสรุปได้ว่าเจ้าหนี้ไม่สามารถกระทำการใดๆได้ด้วยตัวเองโดยพลการ ต้องกระทำการผ่านหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ฉะนั้นการที่เจ้าหนี้ได้เอาทรัพย์ของลูกหนี้ไปเพื่อการชำระหนี้ด้วยตัวเองไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมายนั้น ในปัจจุบันแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่าเจ้าหนี้จะต้องรับผลอย่างไรในการกระทำของเจ้าหนี้โดยพลการนี้ แต่ศาลไทยได้วางแนวคำตัดสินว่าการกระทำของเจ้าหนี้เช่นที่กล่าวมานั้น เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบ จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต มีโทษในความผิดในหมวดฐานลักทรัพย์(กล่าวคือ อาจมีความผิดฐานลักทรัพย์,วิ่งราวทรัพย์,ชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์)ซึ่งเป็นความผิดอันมีโทษทางอาญา (นัยฎ.674/2554(ป.),ฎ.6726/2557) เช่นนี้ตามที่กล่าวมา แม้เจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องและสามารถบังคับเอาจากทรัพย์ทั้งหลายของลูกหนี้ได้ แต่การกระทำต้องทำในขอบเขตของกฎหมาย มิฉะนั้นเจ้าหนี้เองจะเป็นผู้ได้รับผลร้ายของกฎหมายได้ หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

กฎหมายในชีวิตประจำวัน:วิธีการขับไล่ของผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด

เมื่อซื้อทรัพย์อสังหาริมทรัพย์(เช่นที่ดิน,บ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโดฯลฯ)จากการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี หากปรากฏว่าหลังจากได้โอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวปรากฎว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ยังคงอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนดำเนินการขับไล่ไว้เป็นพิเศษโดยไม่ต้องดำเนินการฟ้องคดีโดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. ให้ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่เพื่อให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้และบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้น 2. ศาลจะออกคำสั่งโดยกำหนดเวลาให้ออกจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรไม่น้อยกว่า 30 วัน(โดยส่วนมากศาลจะกำหนดเวลา 30 วัน) 3. หากไม่ออกภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง ให้ผู้ซื้อทรัพย์ดำเนินการร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่ 4. นำคำสั่งหรือหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการขับไล่ 5. หากอสังหาริมทรพย์เจ้าพนักงานบังคับคดีตรวจสอบแล้วไม่มีผู้ใดอาศัย เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครอง แต่หากมีผู้ใดอาศัยเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการปิดประกาศขับไล่และแจ้งต่อศาลให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังโดยการออกเป็นลักษณะหมายจับ 6. ดำเนินการจับกุมลูกหนี้และบริวารผู้มีชื่อตามหมายจับ และเข้าครอบครองทรัพย์ต่อไป โดยการจับและกักขังควรทำโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมือง (เช่น ตำรวจ ฯลฯ) และดำเนินการเพียงเพื่อบังคับคดีอันทำให้เข้าครอบครองทรัพย์เท่านั้น เช่นนี้ตามที่กล่าวมาเป็นกรณีขับไล่พิเศษเพื่อเป็นการให้ความสะดวกและจูงใจให้มีการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในการบังคับคดี จึงเป็นเหตุที่อาจทำให้การขายทอดตลาดในปัจจุบันมีความน่าสนใจมากขึ้น นอกจากในเรื่องของราคาที่ถูกพอสมควร หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

ปรึกษากฎหมาย:ผลการวางโฉนดประกันเงินกู้

การกู้ยืมเงินนั้นตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าหากยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ยืม แม้การยืมเงินการมีผลสมบูรณ์เมื่อผู้ให้ยืมส่งมอบเงินให้ผู้ยืมแต่เมื่อไม่มีหลักฐานดังกล่าวก็ไม่อาจฟ้องให้ผู้ยืมคืนเงินได้ และการนำอสังหาริมทรัพย์(เช่นที่ดิน,บ้านพร้อมที่ดิน,คอนโด เป็นต้น)มาเป็นประกันการกู้ยืมเงินอันมีผลทางกฎหมายนั้น กฎหมายได้กำหนดให้ต้องนำอสังหาริมทรัพย์ไปจดทะเบียนอาจจะเป็นจำนองหรือขายฝากก็ได้ แต่บางครั้งสภาพสังคมไทยที่มีความเป็นกันเองจึงเกิดปัญหาประการหนึ่งคือ การกู้ยืมเงินโดยมีการวางโฉนดเป็นประกันเงินกู้ โดยมีผลทางกฎหมายดังนี้ การกู้ยืมเงินที่ได้วางโฉนดเป็นประกันเงินกู้ โดยต้องพิจารณาว่าการกู้ยืมเงินนั้นมีเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมหรือไม่(กรณียืมเงินกว่า 2,000 บาท) หากมีเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืม ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิยึดถือโฉนดไว้ได้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้(นัยฎ.6664/2556) แต่สิทธิยึดถือนั้นเป็นบุคคลสิทธิกล่าวคือเป็นสิทธิที่เจ้าหนี้กล่าวอ้างกับลูกหนี้ได้เท่านั้น โดยสิทธิยึดถือนั้นไม่ใช่สิทธิยึดหน่วง อันเป็นสิทธิที่มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครอง โดยไม่อาจมีบุคคลใดยึดคืนได้ เช่นนี้เมื่อมีบุคคลอื่นใช้สิทธิยึดที่ดินที่อยู่ในโฉนดนั้น ผู้ให้กู้ที่รับโฉนดเป็นประกันเงินกู้ต้องส่งมอบโฉนดนั้นให้เจ้าหนี้เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิของผู้ยึดต่อไป ไม่อาจยึดถือโฉนดนั้นไว้ได้(นัยฎ.229/2522(ป.)) ส่วนกรณีไม่มีเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมย่อมไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดได้(นัยฎ.2293/2533) โดยสิทธิการยึดถือที่กล่าวนั้น ไม่เป็นสิทธิที่มีเหนือทรัพย์อันจะได้รับชำระหนี้ก่อน ในการบังคับกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อชำระเงินกู้ยืมย่อมบังคับได้อย่างเจ้าหนี้สามัญธรรมดาไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน เช่นตามที่กล่าวมาทั้งหมดทางเราเห็นว่าหากต้องการหลักประกันว่าเจ้าหนี้จะได้เงินคืนบ้าง ควรจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายกล่าวคือควรมีการนำอสังหาริมทรัพย์ไม่จดจำนองดีกว่าที่จะนำโฉนดมาวางประกันเงินกู้เท่านั้น หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

กฎหมายในชีวิตประจำวัน:หลักการใหม่ของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมากฎหมายล้มละลาย(ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 8)พ.ศ.2558)ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ต่างๆมากมายโดยมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับทางปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ที่เราเห็นว่าสำคัญซึ่งเป็นหลักการของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายที่จะนำมาเป็นความรู้ ได้แก่ หลักในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย หลักการในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายนั้น เดิมเมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย กฎหมายล้มละลายได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์(หรือจพท.) ภายในกำหนด 2 เดือนนับแต่วันที่โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้(คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) และในกรณีเจ้าหนี้อยู่ต่างประเทศในช่วงเวลาประกาศให้ขอรับชำระหนี้ให้ขยายออกไปอีก 2 เดือนซึ่งการขยายเวลาเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังที่กล่าวแล้วเจ้าหนี้ย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ และไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ทั้งในขณะที่ล้มละลายอยู่หรือแม้ภายหลังที่การล้มละลายสิ้นสุด เว้นแต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายในเหตุที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ไม่ดำเนินการให้ได้เป็นผลแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายและไม่มีเจ้าหนี้อื่นมาแทน กับกรณีที่ศาลเห็นว่าลูกหนี้ที่ล้มละลายไม่ควรล้มละลาย จึงทำให้เจ้าหนี้หลายคนโดยเฉพาะเจ้าหนี้ทั่วๆไปหรือบางครั้งเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินเองก็เกิดความผิดพลาดในเรื่องนี้และไม่สามารดำเนินการใดๆแก่ลูกหนี้ได้จึงเป็นความทุกข์ของเจ้าหนี้อย่างหนึ่ง แต่กฎหมายล้มละลายได้แก้ไขหลักการใหม่นี้โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมานั้น โดยหลักคงหลักการเดิมเมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์(หรือจพท.) ภายในกำหนด 2 เดือนนับแต่วันที่โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่หากเจ้าหนี้ยื่นไม่ทันภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ได้เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายโดยแสดงเหตุให้ศาลเห็นว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีความประสงค์ขอรับชำระหนี้และมีเหตุสุดวิสัยที่ตนไม่อาจขอรับชำหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา เมื่อศาลเห็นด้วยตามเหตุที่เจ้าหนี้อ้างมาศาลก็จะมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้ามีสิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่เจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้กรณีนี้ให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะทรัพย์สินที่มีอยู่ภายหลังการแบ่งทรัพย์สิน และจะทำการใดอันเป็นการกระทบสิ่งที่ศาล,เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ดำเนินการไปแล้ว(ตามมาตรา 91/1 พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 8)พ.ศ.2558) เช่นนี้แม้สิทธิของเจ้าหนี้ขอต่อศาลกรณียื่นขอรับชำระหนี้ไม่ทันภายในกำหนดเวลา 2 เดือนจะไม่ดีเท่าเจ้าหนี้ที่ยื่นขอชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือนตามที่กล่าวไปแล้ว แต่หลักการนี้คงเป็นหลักการที่ดีที่ช่วยเหลือความผิดพลาดของเจ้าหนี้อันเป็นความทุกข์ของคนเป็นเจ้าหนี้ หากไม่แน่ใจในการใช้สิทธิทางกฎหมายให้ปรึกษากฎหมายแก่ทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่เชียวชาญ ขอบคุณที่ติดตามบทความปรึกษากฎหมายนี้ ถ้าชอบกดไลค์ถ้าอยากให้ความรู้ใครกดแชร์ ให้เราเป็นสำนักงานกฎหมายที่ทำให้คุณรู้จักกฎหมายดีขึ้น

รายละเอียด

1

พิมพ์หน้าที่ต้องการ